สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

หน่วยความจำเสมือน virtual memory คืออะไร?

หน่วยความจำเสมือน virtual memory คืออะไร?

หน่วยความจำเสมือน virtual memory คืออะไร?

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า
Virtual Memory
คืออะไร ขออธิบายแบบง่าย ๆ นะครับ ลองนึกภาพว่า หากเรามีหน่วยความจำหรือ RAM ใส่อยู่ในครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง เช่น 32MB. เมื่อใช้งาน Windows จริง ๆ แล้วการทำงานอง Windows หรือระบบซอฟต์แวร์ จะต้องทำการโหลดข้อมูลทุก ๆ อย่างไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหรือ RAM ก่อนแล้วซีพียูจึงจะทำการ ประมวลผลจากข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วเฉพาะ Windows อย่างเดียวก็กินพื้นที่ของ RAM ไปมากพอแล้ว นอกจากนั้น ยังต้องมีพื้นที่สำหรับการเก็บข้อมูล และรับโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ อื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น RAM ขนาด 32MB. ย่อมไม่พอใช้งานแน่นอน แต่ใน Windows ก็มีระบบการจัดการกับ RAM ที่มีจำนวนน้อยนิดนี้ได้ โดยจะทำการเขียนข้อมูลต่าง ๆ ที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้งานในขณะนั้น ลงเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ชั่วคราวก่อน เมื่อต้องการใช้งานข้อมูลในส่วนนี้ จึงจะทำการอ่าน ขึ้นมาใช้งาน โดยจะทำการอ่านและเขียนแบบนี้สลับกันไปตามความต้องการใช้งานของข้อมูล เราเรียกการทำงานแบบนี้ว่าการทำ Swap File ซึ่งจะทำให้เราสามารถรันซอฟต์แวร์ที่มีขนาดใหญ่ ๆ หรือรันซอฟต์แวร์พร้อม ๆ กันหลาย ๆ ตัวได้

     ในระบบ Windows ที่ทำการติดตั้งแบบมาตราฐานทั่ว ๆ ไป การตั้งค่าจำนวนของฮาร์ดดิสก์ ที่จะสำรองไว้สำหรับทำ Swap File นี้จะถูกจัดการโดย Windows ซึ่งจะทำการปรับเปลี่ยนขนาดของ Swap File อัตโนมัติตามขนาดของหน่วยความจำหรือ จำนวนพื้นที่ ที่ต้องการรันซอฟต์แวร์ในขณะนั้น นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการกำหนดขนาดของ Swap File ที่ว่านี้ให้มีขนาดคงที่จำนวนหนึ่งได้ด้วย โดยหากทำการกำหนดขนาดของ Swap File ให้คงที่แล้ว Windows ก็จะใช้งานไฟล์ในขนาดที่ได้ทำการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น

ข้อเปรียบเทียบการกำหนด Swap File ทั้ง 2 แบบ

การกำหนด Swap File โดยอัตโนมัติจาก Windows

1. ไฟล์จะมีขนาดเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ทำให้ Windows สามารถใช้งานพื้นที่ทั้งหมดของฮาร์ดดิสก์มาเป็น Swap File ได้
2. เมื่อไฟล์มีการปรับเปลี่ยนขนาดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้การจัดเรียงข้อมูลของไฟล์บนฮาร์ดดิสก์กระจัดกระจาย ไม่ต่อเนื่อง
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะทำได้ช้าลง เพราะไฟล์มีการกระจายมากขึ้น

การกำหนด Swap File ให้มีค่าคงที่

1. ไฟล์จะมีขนาดคงที่ ทำให้เรากำหนดและคำนวนการใช้งานฮาร์ดดิสก์ที่เหลือได้
2. ข้อมูลของไฟล์จะไม่กระจายมากนัก เพราะจะใช้พื้นที่เดิม ๆ ที่ได้กำหนดขนาดไว้แล้วในการเก็บข้อมูล
3. การอ่านและเขียนข้อมูลของ Swap File จะเร็วขึ้นเพราะไฟล์มีการกระจายน้อยลง

วิธีการตั้ง Swap File หรือ Virtual Memory

     วิธีการตั้งการใช้งาน Virtual Memory ทำได้โดย เริ่มต้นจากการเรียก Control Panel โดยกดเลือกที่ Start menu >> Settings และเลือกที่ Control Panel เลือกที่เมนูของ System คลิกที่ป้าย Performance เลือกที่ Virtual Memory จะได้หน้าตาดังรูป

ที่เมนูของ Virtual Memory มีความหมายดังนี้

Let Windows manage... เลือกตรงนี้ถ้าต้องการให้ Windows จัดการ virtual memory อัตโนมัติ
Let me specify my own... เลือกที่นี่ ถ้าต้องการกำหนดขนาดของ virtual memory เป็นค่าคงที่เอง
Hard disk เลือกฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการทำ Virtual Memory หรือ Swap File
Mimimun กำหนดขนาดต่ำสุดของ Swap File
Maximum กำหนดขนาดสูงสุดของ Swap File
Disable virtual memory คือการกำหนดให้ไม่ใช้ virtual memory (จะใช้ RAM จริง ๆ เท่านั้น)


     หลักการกำหนดขนาดของ virtual memory ควรจะกำหนดให้ minimum และ maximum มีขนาดเท่ากันนะครับ เพื่อให้ Swap File มีขนาดคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยขนาดที่แนะนำให้ใช้คือ ถ้าเครื่องมีแรมอยู่น้อยกว่า 64M ควรใส่เป็น 128 แต่ถ้าเครื่องมีแรม 128M หรือมากกว่านี้ ควรใส่เป็น 256 โดยประมาณนะครับ และนอกจากนี้ ควรเลือก ฮาร์ดดิสก์ ตัวที่มีความเร็วมากที่สุด สำหรับทำ Swap File เพื่อเพิ่มความเร็วในการใช้งาน Windows หลังจากที่ใส่ค่าตามต้องการแล้วก็กด OK จะมีเมนูยืนยันการเลือกอีกครั้งก็กด Yes และเมื่อปิดหน้าจอของการเลือก Windows จะต้องทำการ Restart ใหม่ครั้งหนึ่ง การตั้งค่าต่าง ๆ จึงจะมีผล

เราสามารถดูขนาดของ Swap File ได้โดยที่เมื่อกำหนดแล้ว โดยจะเห็นเป็นไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ชื่อ Win386.swp ซึ่งหากลบทิ้งไป Windows ก็จะทำการสร้างขึ้นมาใหม่โดยอัตโนมัติ

ข้อแนะนำเพิ่มเติมของการทำ Virtual Memory

     การตั้ง Virtual Memory คือการจำลองพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ มาใช้งานแทน RAM ดังนั้นถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุด จะต้องหาทางทำให้พื้นที่ ที่กำหนดให้เป็น Swap File เป็นพื้นที่ที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ตัวที่มีการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด มาดูหลักการต่าง ๆ ของการกำหนดใช้ virtual memory ที่ถูกต้องว่ามีอะไรบ้าง

พื้นที่ส่วนไหนของฮาร์ดดิสก์ที่มีการอ่านเขียนได้เร็วที่สุด
     ลองนึกภาพฮาร์ดดิสก์ 1 ตัวที่มีจานดิสก์เป็นรูปวงกลมหมุนอยู่ด้วยความเร็วสูง และมีหัวอ่าน ที่เคลี่อนย้ายไปมาเพื่ออ่าน หรือเขียนข้อมูล จะเห็นได้ว่าในการหมุนของจานดิสก์ 1 รอบ พื้นที่ข้อมูลที่อยู่รอบนอกสุด จะสามารถอ่านได้จำนวนมากกว่าพื้นที่ ที่อยู่ด้านในของจานฮาร์ดดิสก์ ดังนั้น หากเราสามารถกำหนดให้ Swap File อยู่ในส่วนของพื้นที่นอกสุดได้มากเท่าไร อัตราการอ่านเขียนข้อมูลก็จะทำได้เร็วมากขึ้น ในการแบ่งฮาร์ดดิสก์ให้มีหลาย ๆ พาร์ติชัน การใช้งานพื้นที่ของพาร์ติชันแรก จะอยู่นอกสุด และพาร์ติชันถัดไป จะใช้พื้นที่ส่วนที่อยู่รอบใน ถัดเข้ามาเรื่อย ๆ

กรณีที่มีฮาร์ดดิสก์ 2 ตัว
     หากใครมีฮาร์ดดิสก์ต่ออยู่ 2 ตัว ก็เป็นไปได้ที่จะกำหนดให้ใช้พื้นที่ส่วนนอกสุด ของฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 มาทำเป็น Virtual Memory เพราะว่าจะเป็นส่วนสามารถอ่านเขียนข้อมูลที่เร็วที่สุด ทั้งนี้จะใช้ได้ในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัวมีความเร็วพอ ๆ กันด้วย ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวที่ 2 เป็นฮาร์ดดิสก์เก่าหรือมีความเร็วช้ากว่าตัวแรก ก็แนะนำให้ไปทำในฮาร์ดดิสก์ตัวแรกดีกว่า

จะแบ่งพาร์ติชัน สำหรับทำ virtual memory ต่างหากไปเลย
     บางคนบอกว่า ถ้าอย่างนั้นจัดการแบ่งพาร์ติชันของฮาร์ดดิสก์ให้เป็นหลาย ๆ พาร์ติชันและตั้งให้ทำ Virtual Memory หรือ Swap File ในพาร์ติชันที่แบ่งไว้โดยเฉพาะไปเลยจะดีไหม ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนนะครับ ว่าการแบ่งพาร์ติชันนั้น ในพาร์ติชันแรก จะใช้พื้นที่นอกสุดของฮาร์ดดิสก์ และพาร์ติชันถัดไป ก็จะใช้พื้นที่ในส่วนรอบในของจานฮาร์ดดิสก์ เข้าไปเรื่อย ๆ ดังนั้นสรุปว่า พาร์ติชันแรกสุดของฮาร์ดดิสก์ จะมีอัตราการอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วที่สุด หากจะแบ่งพาร์ติชันสำหรับทำ Swap File ในพาร์ติชันแรก ก็เป็นการกระทำที่ถูกต้องครับ แต่ถ้าหากคิดจะแบ่งพาร์ติชัน และเก็บการทำ Swap File ไปไว้ในพาร์ติชันถัดไป อันนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะความเร็วการอ่านเขียนข้อมูลของพาร์ติชันถัดไปนี้ จะช้ากว่าการอ่านเขียนข้อมูลของ พาร์ติชันแรกครับ ในเรื่องนี้ ผมขอแนะนำว่าไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นครับ เพียงแต่ว่าถ้าหากมีฮาร์ดดิสก์แค่ตัวเดียว ก็ให้ทำ Swap File ไว้ในพาร์ติชันแรกของฮาร์ดดิสก์ตัวนั้นก็เพียงพอแล้ว

การใช้โปรแกรมบางประเภท ทำการย้าย Swap File มาไว้ส่วนแรกสุดของฮาร์ดดิสก์
     จะมีซอฟต์แวร์บางตัวเช่น Norton Speed Disk มีความสามารถในการย้ายส่วนของ Swap File มาไว้ในส่วนแรกสุด ของฮาร์ดดิสก์ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น อันนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำ Virtual Memory ได้ ซึ่งเท่าที่ทราบมาโปรแกรม Defrag ของ Windows ไม่มีความสามารถในส่วนนี้

ที่มา
http://www.com-th.net

ความคิดเห็น

  1. 1
    พีรพงษ์ ภูน้อย
    พีรพงษ์ ภูน้อย teenp1@hotmail.com 26/05/2010 17:20

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*